Tag Archive | thailand

The Beach

This is part 2 out of 4 from our trip in Krabi, Thailand. Almost all of the photos were taken in the morning between 6-7 A.M. when the tide was low, except the one with a couple walking on the beach, it was in the evening.

I got attracted to the morning moment, after the sun has just risen. It gives a new shade to the sky and soon its heat also removes white clouds from the sky.

Waiting for a new journey

Waiting for a new journey

Tranquility

Tranquility

Good morning, Thailand!

Good morning, Thailand!

Hope

Hope

A beautiful morning at the sea

A beautiful morning at the sea

A promenade on the beach at a sunset

A promenade on the beach at a sunset

Advertisements

Beyond the sea

The post today made me think about this song, Beyond the Sea.

Somewhere beyond the sea
somewhere waiting for me
my lover stands on golden sands
and watches the ships that go sailin’

Somewhere beyond the sea
she’s there watching for me
If I could fly like birds on high
then straight to her arms
I’d go sailin’…

Pictures are from a vacation we had in November, in Krabi, Thailand. The first batch from the trip, Beyond the Sea.

A journey to the sea with a long tailed boat

A journey to the sea with a long tailed boat

Dream to the horizon

Dream to the horizon

It's going to be awesome!

It’s going to be awesome!

A stony beach with a sea view

A stony beach with a sea view

A frame with a view

A frame with a view

An open-viewed sea

An open-viewed sea in the morning

Vinters väder

Det är svårt att gå upp på morgonen på vintern i Sverige. Svenskar måste vara mycket disciplinerade att ta sig upp ur sängen och börja dagen. I Thailand har jag aldrig problem att gå upp när klockan är 6. Det kommer första ljuset redan. Men i Stockholm kommer första ljuset inte förrän klockan är 8 och det är inte mycket ljus under dagen heller. Nu ägnar jag mer uppmärksamhet åt vädret. Det är bra att bli medveten om det när man bor i landet där vädrets villkor kan hota sitt liv. Man kan dö om man är ute under minus grader utan varma kläder. Tvärtom kan man leva under 40 grader utan problem men det är obehagligt.

Thailand Visit 2011

วันที่ ๓๑ พฤศจิกายน ออกเดินทางจากสนามบิน Arlanda เครื่อง delay ไปหนึ่งชั่วโมงเนื่องจากระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ขัดข้อง (จริงๆแล้วไม่ต้องมีก็ได้ ยังไงก็ไม่ได้ดูอยู่ดี) ปีนี้นั่งนับวันถอยหลังรอกลับบ้าน เตรียมรายการอาหารที่อยากกินไว้ยาวยืด (หลังจบทริปปรากฏว่ามีไ่ม่ได้กินอยู่สี่อย่าง ได้แก่ กุ้งแช่นำ้ปลา ข้าวเหนียวถั่วดำ ลอดช่อง และอาหารเวียดนาม)

โปรแกรมกลับมาไทยคราวนี้คือมาร่วมงานแต่งแพร์ หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้นต้องไปงานแต่งมดที่พิษณุโลก เวลาที่เหลือก็อยู่ที่ประจวบนั่นแหละ โดยตั้งใจเหมือนทุกทีว่าเวลากลับบ้านก็คือการให้เวลากับพ่อและแม่ เพราะทั้งสองคนก็มีแต่แก่ขึ้นทุกวัน ยิ่งกลับมาคราวนี้เห็นพ่อเริ่มเจ็บโน่นเจ็บนี่แล้วก็ใจหาย เพิ่งจะ ๖๐ เอง แล้วนี่พ่อเพิ่งจะได้มาสวีเดนหนเดียวเอง

นอกจากนี้กลับมาคราวนี้ก็มีเรื่องไม่ได้วางแผนไว้เกิดขึ้นด้วย เหล่าซาโกวเสียก่อนที่แพร์จะแต่งงานประมาณสองวัน ไปเห็นเหล่่าซาโกวแล้วก็น่าสงสาร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องในวันข้างหน้าไม่มีใครหยั่งรู้ เหล่าซาโกวเป็นคนมีฐานะแต่โชคไม่ดีที่ลูกชายเพียงคนเดียวมาจากไปก่อน คนที่เป็นความหวังทุกอย่างของพ่อแม่ หวังจะได้พึ่งพาในยามแก่เฒ่า หลังกู๋ต้นเสียได้ประมาณสามเดือนเหล่าซาโกวก็สิ้นบุญ

คนเราตอนสุดท้ายของชีวิตนั้นเลือกกันไม่ได้ แล้วแต่บุญวาสนาและบารมีที่แต่ละคนได้สะสมไว้ในตอนที่ยังมีชีวิต สำหรับเหล่าซาโกวพอไปเห็นบั้นปลายชีวิตแล้วก็สะท้อนใจ คนเราที่สุดก็มีเพียงเท่านี้ คนเราจะรักใครต้องรู้จักรักและต้องรู้จักให้ความรักอย่างเหมาะสม ความรักที่มากเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ หลานเหล่าซาโกวทั้งสองคนไม่เห็นมีใครแสดงความผูกพันเลย มีก็แต่เหล่าเตี๋ยวซึ่งตอนนี้ก็เหมือนตัวคนเดียว

ครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยจนกระทั่งได้รู้จักกับ JJ และ JJ บอกว่า ครอบครัวหากตัวเราไม่รู้จักสร้างใหม่ ครอบครัวเดิมที่มีอยู่วันหนึ่งก็จะค่อยๆจากเราไป ครอบครัวเราเคยอยู่ด้วยกันแบบตัวติดกันตลอด ไปไหนมาไหนต้องไปทั้งครอบครัว แต่ก็มาเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เรามาเรียนที่สวีเดน คนที่เมืองไทยก็ต้องดำเนินชีวิต เขาก็ต้องเที่ยว เวลาเที่ยวก็ไม่มีเรา ส่วนเวลาเราเที่ยวทางนี้ เราก็เที่ยวโดยไ่ม่มีเขา

ปีนี้พ่อกับแม่ไม่ได้มารอรับที่สนามบิน เป็นพีชแพร์เหมียวแบงค์มารับแทน คือว่าเรายังโชคดี เพราะครอบครัวใหม่ที่ทุกคนกำลังขยับขยายก็ดูจะเป็นครอบครัวใหม่ที่ดี พอออกจากสนามบินก็ตรงมาที่โรงแรมเลย ปีนี้พักที่ Hilton Millenium เป็นเวลาสองคืน ในการไปเที่ยวพอถึงเวลาจ่ายก็คือต้องจ่ายเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่เป็นการพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ในการจ่ายก็ควรจะต้องจ่ายอย่างฉลาดด้วย เพื่อให้ของที่ได้คุ้มกับค่าเงิน

เหมือนกับทุกปี เราก็พยายามจะถ่ายรูปให้ได้มากที่สุด แต่เนื่องจากปีนี้ไม่ได้วางแผนเที่ยวก็เลยต้องถ่ายตามโอกาสที่เอื้ออำนวย ถ้าตรงไหนพอถ่ายได้ก็ถ่าย อย่าขี้เกียจ

แม่ก็เหมือนเดิม ติดลูกว่าจะไม่มาๆ แต่พอเราถึงกรุงเทพก็อดใจไม่ได้อยู่ดีก็เลยรีบขึ้นมา มื้อแรกของครอบครัวคือไปกินติ๋มซำที่ Evergreen ตามคำเรียกต้องของเราเอง ติ๋มซำที่นั่นถือว่าใช้ได้ เจอซุปเยื่อไผ่ก้ามปูไปถ้วยละ ๔๐๐ บาท ก็เลยอิ่มไปตามๆกัน พอตกเย็นก็ไปต่อกันด้วยดินเนอร์ของคุณตันที่ Tokiya เป็นมื้ออาหารแบบมีราคาเดียว ๔๙๙ บาทต่อหัว ดีว่ามีกันมาหลายคนเลยได้กินมันเกือบทุกอย่างที่ที่ร้านมี

และที่เหมือนเดิมทุกปีอาหารที่อร่อยที่สุดและหากินที่ไหนไม่ได้คืออาหารที่บ้าน ทั้งของแม่ของอี๊ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะมีของเหล่าโกวด้วย เดี๋ยวนี้เหล่าโกวไม่อยู่แล้วเราก็เลยอดกิน ขนมกุยช่าย หอยจ๊อ ผัดหมี่เตี๊ยวกับไก่ต้ม JJ เองก็ไม่เบา วันนั้นแม่จะทำทะเลเผาให้กิน เราก็เลยให้ JJ ช่วยโขลกกระเทียมเอาไปทำน้ำจิ้ม เห็นท่าทางแล้วทะมัดทะแมงสมเป็นเขยแม่จริงๆ เห็นแบบนี้แล้ว รักตายเลย

JJ กับแม่ไปพักอยู่ที่บ้านได้ประมาณสี่ห้าวัน แล้วก็ย้ายมานอนที่หัวหิน หลังจากที่ไปสำรวจโรงแรมกับ JJ ไปสามสี่โรงแรม โรงแรมที่เข้าวินคือโซฟิเทล JJ จองไปสิบคืน แม่เจ้าได้ยินราคาแล้วเสียดายซะมัด แต่ก็อย่างว่าแหละบางทีถึงเวลาจ่ายก็ต้องจ่าย เงินเดี๋ยวมันก็กลับมา

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว JJ ก็เลยเปิดห้องโดยเปรียบเสมือนว่ามาฮันนีมูนหนึ่งคืน เราก็เลยได้มีโอกาสนอนโรงแรมราคาแสนแพง ถ้าให้นอนเองอย่างเราไม่มีทางจ่ายเด็ดขาด จะให้ดีแค่ไหนอยู่แค่หัวหิน กลับไปนอนที่บ้านดีกว่า แต่ก็ถือว่าเป็น quality time โดย JJ มีเซอร์ไพรส์ให้ด้วย

Sofitel Centala Grand ถือเป็นโรงแรมที่มีบริเวณกว้างขวางและสวยงาม เต็มไปด้วยไ่ม้ใหญ่และมีสวนที่สวย รวมทั้งมีอาคารมีสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า colonial style เห็นแล้วนึกถึงหนังย้อนยุค เช่น ปริศนา และ วนิดา แถมเมื่อก่อนพ่อกับแม่เราก็มาฉลองงานแต่งกันที่นี่ ตอนที่ยังเป็นโรงแรมรถไฟ สามสิบปีมาแล้วโรงแรมยังมีกลิ่นไอเหมือนเมื่อก่อน ยกเว้น ช้างในสวนตัวใหญ่ขึ้น และไม้ต้นเดิมก็สูงใหญ่ขึ้น

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ไปฉลองวันเกิดแม่กันที่ MK สาขา Central World เรื่องที่กินเนี่ยไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ สำหรับแม่แล้วสิ่งที่ดีที่สุดคือการฉลองกับลูกๆและบรรดาว่าที่ลูกเขยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา สำหรับเราแล้วตอนที่อยู่กันครบๆเราก็คิดว่าให้พยายามทำ เพราะวันข้างหน้ามีแต่จะหายไปทีละคนสองคน พีชกับเหมียวเซอร์ไพรส์โดยการไปแอบซื้อเค้กมาให้แม่ด้วย แล้วก็ไปเตี๊ยมกับที่ร้าน ว่าพอกินเสร็จแล้วให้จุดเทียนและยกเค้กมาให้ โดยเหมียวเป็นต้นเสียง Happy Birthday ต้องขอบคุณ MK ที่ให้บริการเรื่องฉลองวันเกิดเป็นอย่างดี

มาทริปนี้แทบไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวกับ JJ เลย เวลาแทบทั้งหมดเราก็อยู่กับพ่อแม่น้องๆเรา คิดๆแล้วก็สงสาร JJ แต่ JJ ก็เป็นคนที่เข้าใจเราเป็นอย่างดี เขาบอกว่า ๓๖๕ วันเราอยู่กับครอบครัวเราแค่สามอาทิตย์ คิดถึงทีไรก็ประหลาดใจทุกที ประหลาดใจที่ได้เจอคนดีๆอย่างนี้ คนที่เป็นทุกอย่างที่เราตามหา

วันที่ ๑๘ ธันวาคม งานแต่งแพร์ ไปนั่งดูแพร์กับแบงค์ซ้อมเดินทีแรก พอเห็นน้องเดินเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงแล้วมีแบงค์ประคองเดินอยู่ข้างๆ เพื่อจะไปขึ้นเวที แล้วก็อดตื้นตันไม่ได้แอบน้ำตาคลอเบ้า ดีใจน้องจะเป็นฝั่งเป็นฝา จะมีคนมาดูแลและรักน้องเรา และทำให้แพร์มีความสุข เพราะแพร์เองก็รักแบงค์เหมือนกัน ระหว่างงานก็วุ่นเลยไม่ได้ดูรูปน้องเราที่ไปถ่ายพรีเวดดิ้งมาเลย วันนั้นเห็นแล้วก็มั่นใจว่าแพร์จะมีชีวิตรักที่มีความสุข ๙ ปีที่รักกันมาจนมาแต่งงานกันในวันนี้ ทีนี้ก็รอแต่ยายพีชเนี่ยแหละ

ในวันที่จะเดินทางกลับ ครอบครัวไหนก็ไ่ม่น่ารักเท่าครอบครัวนี้อีกแล้ว ทุกคนมาส่งกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนมาก็ไปทานข้าวด้วยกัน แล้วไปรวมพลกันที่คอนโดแบงค์ เป็นภาพความทรงจำที่อบอุ่น พ่อกับแม่ พีชกับเหมียว แพร์กับแบงค์ เรากับ JJ และแม่ของ JJ

ผ่านพ้นไปอีกปี เจอกันอีกทีปีหน้า

Thailand 2010: Temples, Mountains and Flowers

I try to write about a trip with my family in the north of Thailand but it is difficult to decide where to begin and what I should focus. So, I decide to finish it in 30 mins and will publish what I have wrote. (Sound like a good idea to myself, get set, ready, go!!!)

We left BKK quite early. When I said early it’s really early. Since dad was excited and couldn’t sleep longer. So both dad and mom woke everyone up and we started the trip around 4 a.m. It’s good that we didn’t have to go around new year. This week it’s not many people and most of camping sites were almost empty. Yes, we were going to camping (some of the nights).

It was not late when we arrived in Pitsanulok. We stopped at Wat Phra Si Rattana Mahathat where locates the most beautiful Buddha portrait in Thailand. We tried to keep time short since our destination was to get to Chiang Rai. It was my request because I long to visit Wat Rong Khun. I learned that it’s not possible to mix a photo trip with a family trip because there won’t be much time for you to wait for good light and get to know the place before pressing a shutter. So, I decided to take the best that time and light permitted and focused on taking family photos instead. First day we had nice rooms and comfortable beds waiting since we slept in a hotel. Tomorrow was going to be different.

Today we headed to Doi Tung. The area was developed by King Bhumibol’s mother. Flowers were not at their best yet but we still had some pleasure and some good an lovely family photos. Dad tried to keep schedules. We left Doi Tung and continue to Doi Mae Salong where we would be sleeping tonight, in a tent. Doi Mae Salong is a tea growing area. Tea is an important exporting product of tribal people here.

After one night moving closer to the nature, we went back to the city, heading to Chiang Mai and visited a place where it used to hold International Horticulture Exposition for His Majesty the King. It’s not as many flowers as when it hold the expo but there were still lots of flowers especially large varieties of orchids. Consequence of the visit was it was holding a food fair which I enjoyed a lot. I didn’t need to travel around Thailand but in one place I tasted foods from all parts over Thailand. And I loved and missed Thai taste.

Our last stay was on one mountain, called Mae Jon Laung, on Doi Inthanon National Park’s area. It was a remote area with red dirt track. We thought it was the track that our dad had to get there. Only people with 4WD choose to come here but that wouldn’t change dad’s mind. And he made it.

It was a very good trip. We had a good time and lots of fun. And I had some good photos. And the 30 minutes has finished.

เที่ยวเมืองไทย ไม่ไป ไม่รู้

ธันวา ๕๓ กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด มีโอกาสได้ไปเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวก ดำเนินสะดวกจริง เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจากบ้าน แวะรับผู้ร่วมทางที่หัวหิน พอถึงดำเนินก็ลงเรือชมตลาด ไม่เคยมาเหมือนกันแต่เห็นรูปถ่ายเก่าๆ ก็คิดว่าบรรยากาศของตลาดคงต่างไปจากสมัยก่อน

เมื่อก่อนสมัยอยู่เมืองไทยก็ไม่ค่อยได้ไปไหนกลับใครเค้าเท่าไหร่ ตอนนี้มาอยู่นอกบ้านนอกเมือง คนที่เคยอยู่ด้วยกันที่เมืองไทยก็พากันชีพจรลงเท้า เห็นเขาไปโน่นไปนี่แล้วก็อยากไปบ้าง แถมเดี๋ยวนี้การท่องเที่ยวเป็นที่นิยมกว่าแต่ก่อน มีรายการโทรทัศน์ นิตยสารท่องเที่ยว ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตมากมาย เอาเป็นว่ามีที่ให้ไป มีกิจกรรมให้ทำไม่รู้เบื่อ

ว่าแล้วก็ออกจากบ้านกันตั้งแต่ตีห้าครึ่ง แวะไปรับ JJ กับแม่ที่โรงแรมตอนหกโมง เพื่อจะได้ไปถึงตลาดก่อนมันวาย ระหว่างทางแวะกินข้าวเช้ากันที่ปั้มน้ำมัน JJ กับแม่มีกล่องข้าวน้อยมาจากทางโรงแรม เพิ่มมารู้จาก JJ นี่แหละว่าพวกโรงแรมแพงๆจะมีบริการกล่องข้าวน้อยให้เวลาต้องออกไปไหนแต่เช้า

พอมาถึงตลาดก็ทำการหาเรือเพื่อท่องตลาด ลงรถปุ๊บมีลุงมาเสนอเรือทันที แต่เรือลุงแพงไปหน่อย เดินไปเรียกที่ท่าในตลาดนั่นแหละราคามาตรฐานกว่า แต่ก็ยังโดนโก่งเหมือนกัน เที่ยวเมืองไทยบางที่ต้องคอยต่อเพราะราคาไม่ค่อยมีมาตรฐาน รัฐน่าจะจัดการให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในคลองมีทั้งเรือพายเรือยนต์ นี่เป็นอีกเรื่องโดยส่วนตัวไม่ชอบเรือยนต์ เที่ยวตลาดก็ค่อยๆเที่ยว ไม่ต้องรีบร้อน ไม่เห็นต้องใช้เครื่องยนต์ สร้างมลภาวะทั้งเสียงทั้งกล่ินและทำลายบรรยากาศ ใช้แต่เรือพายแล้วทำให้เป็นจุดขายของเมืองไทยยังดีกว่า ทั้ง JJ ทั้งแม่ไม่มีใครชอบเรือยนต์สักคน พายเอาสิฝรั่งเห็นแล้วตื่นตาตื่นใจ

ระหว่างเที่ยวตลาดก็กินโน่นกินนี่ไปเรื่อย นี่แหละมีแต่ที่เมืองไทย ไปไหนมาไหนอาหารการกินครบครัน สำหรับคนอยากมาตลาดน้ำถือว่าสนุกดี แต่เสียอย่างในเมืองไทยลงว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแล้วละก็ สินค้าที่มีขายไม่ว่าที่ไหนก็ดูเหมือนๆกัน ทำให้ขาดเอกลักษณ์ ของที่ขายที่เชียงใหม่ที่ดำเนินก็มีหรือจะไปซื้อที่จตุจักรก็ได้

หลังจากออกจากตลาดก็ไปแวะบางช้าง จ.สมุทรสงคราม ไปดูเขาทำเครื่องเบญจรงค์ เขาสาธิตให้ดูกันฟรีๆ ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แวะเข้าไปแล้วก็เดินเข้าไปหลังบ้านเลย ก็เห็นเลยว่าเค้ากำลังนั่งลงลายกันอยู่ งานฝีมือจริงๆ ละเอียดมากๆ

เนื่องจากตามเส้นทางต้องผ่านเพชรบุรี ก็เลยแวะเขาวัง หรือชื่อทางราชการคือ พระนครคีรี เป็นที่ประทับที่สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ ๔ และรัชการที่ ๕ ก็มาประทับเช่นกัน คนไทยที่ไปด้วยกันไม่เคยมีใครเคยขึ้นเขาวังกันซักคน เพราะฝรั่งอยากขึ้นเราก็เลยพลอดฟ้าพลอยฝนได้ไปแวะกับเค้าด้วย

เดี๋ยวนี้จะขึ้นเขาวังไม่ต้องปีนป่ายให้เหนื่อยแล้วเพราะเค้ามี cable car ตั๋วขึ้นลงคนละ ๔๐ บาท ค่าเช้าชมพิพิธภัณฑ์สำหรับคนไทยเรียกว่าถูกมากจำไม่ได้ว่า ๓๐ บาทหรือเปล่า แต่ฝรั่งโดนไปคนละ ๑๕๐ บาท ข้างบนร่มรื่นน่าเดิน มีทั้งหมดสามเขา ไปกันได้แค่หนึ่งเขาเพราะสู้แดดไม่ไหวขนาดไปตอนเดือนธันวานะยังร้อนได้ใจ ถ้าอยู่กลางแดดเดือนเมษาไม่ต้องพูดถึง

ถือว่าวันนี้มาเที่ยวแล้วคุ้ม ถ้าไม่มาต้องเสียดายแน่ๆ เหมือนที่เค้าพูดกันว่า “เที่ยวเมืองไทย ไม่ไป ไม่รู้”