Tag Archive | families

Thailand Visit 2011

วันที่ ๓๑ พฤศจิกายน ออกเดินทางจากสนามบิน Arlanda เครื่อง delay ไปหนึ่งชั่วโมงเนื่องจากระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ขัดข้อง (จริงๆแล้วไม่ต้องมีก็ได้ ยังไงก็ไม่ได้ดูอยู่ดี) ปีนี้นั่งนับวันถอยหลังรอกลับบ้าน เตรียมรายการอาหารที่อยากกินไว้ยาวยืด (หลังจบทริปปรากฏว่ามีไ่ม่ได้กินอยู่สี่อย่าง ได้แก่ กุ้งแช่นำ้ปลา ข้าวเหนียวถั่วดำ ลอดช่อง และอาหารเวียดนาม)

โปรแกรมกลับมาไทยคราวนี้คือมาร่วมงานแต่งแพร์ หนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้นต้องไปงานแต่งมดที่พิษณุโลก เวลาที่เหลือก็อยู่ที่ประจวบนั่นแหละ โดยตั้งใจเหมือนทุกทีว่าเวลากลับบ้านก็คือการให้เวลากับพ่อและแม่ เพราะทั้งสองคนก็มีแต่แก่ขึ้นทุกวัน ยิ่งกลับมาคราวนี้เห็นพ่อเริ่มเจ็บโน่นเจ็บนี่แล้วก็ใจหาย เพิ่งจะ ๖๐ เอง แล้วนี่พ่อเพิ่งจะได้มาสวีเดนหนเดียวเอง

นอกจากนี้กลับมาคราวนี้ก็มีเรื่องไม่ได้วางแผนไว้เกิดขึ้นด้วย เหล่าซาโกวเสียก่อนที่แพร์จะแต่งงานประมาณสองวัน ไปเห็นเหล่่าซาโกวแล้วก็น่าสงสาร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องในวันข้างหน้าไม่มีใครหยั่งรู้ เหล่าซาโกวเป็นคนมีฐานะแต่โชคไม่ดีที่ลูกชายเพียงคนเดียวมาจากไปก่อน คนที่เป็นความหวังทุกอย่างของพ่อแม่ หวังจะได้พึ่งพาในยามแก่เฒ่า หลังกู๋ต้นเสียได้ประมาณสามเดือนเหล่าซาโกวก็สิ้นบุญ

คนเราตอนสุดท้ายของชีวิตนั้นเลือกกันไม่ได้ แล้วแต่บุญวาสนาและบารมีที่แต่ละคนได้สะสมไว้ในตอนที่ยังมีชีวิต สำหรับเหล่าซาโกวพอไปเห็นบั้นปลายชีวิตแล้วก็สะท้อนใจ คนเราที่สุดก็มีเพียงเท่านี้ คนเราจะรักใครต้องรู้จักรักและต้องรู้จักให้ความรักอย่างเหมาะสม ความรักที่มากเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ หลานเหล่าซาโกวทั้งสองคนไม่เห็นมีใครแสดงความผูกพันเลย มีก็แต่เหล่าเตี๋ยวซึ่งตอนนี้ก็เหมือนตัวคนเดียว

ครอบครัวเป็นหน่วยทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยจนกระทั่งได้รู้จักกับ JJ และ JJ บอกว่า ครอบครัวหากตัวเราไม่รู้จักสร้างใหม่ ครอบครัวเดิมที่มีอยู่วันหนึ่งก็จะค่อยๆจากเราไป ครอบครัวเราเคยอยู่ด้วยกันแบบตัวติดกันตลอด ไปไหนมาไหนต้องไปทั้งครอบครัว แต่ก็มาเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เรามาเรียนที่สวีเดน คนที่เมืองไทยก็ต้องดำเนินชีวิต เขาก็ต้องเที่ยว เวลาเที่ยวก็ไม่มีเรา ส่วนเวลาเราเที่ยวทางนี้ เราก็เที่ยวโดยไ่ม่มีเขา

ปีนี้พ่อกับแม่ไม่ได้มารอรับที่สนามบิน เป็นพีชแพร์เหมียวแบงค์มารับแทน คือว่าเรายังโชคดี เพราะครอบครัวใหม่ที่ทุกคนกำลังขยับขยายก็ดูจะเป็นครอบครัวใหม่ที่ดี พอออกจากสนามบินก็ตรงมาที่โรงแรมเลย ปีนี้พักที่ Hilton Millenium เป็นเวลาสองคืน ในการไปเที่ยวพอถึงเวลาจ่ายก็คือต้องจ่ายเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่เป็นการพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ในการจ่ายก็ควรจะต้องจ่ายอย่างฉลาดด้วย เพื่อให้ของที่ได้คุ้มกับค่าเงิน

เหมือนกับทุกปี เราก็พยายามจะถ่ายรูปให้ได้มากที่สุด แต่เนื่องจากปีนี้ไม่ได้วางแผนเที่ยวก็เลยต้องถ่ายตามโอกาสที่เอื้ออำนวย ถ้าตรงไหนพอถ่ายได้ก็ถ่าย อย่าขี้เกียจ

แม่ก็เหมือนเดิม ติดลูกว่าจะไม่มาๆ แต่พอเราถึงกรุงเทพก็อดใจไม่ได้อยู่ดีก็เลยรีบขึ้นมา มื้อแรกของครอบครัวคือไปกินติ๋มซำที่ Evergreen ตามคำเรียกต้องของเราเอง ติ๋มซำที่นั่นถือว่าใช้ได้ เจอซุปเยื่อไผ่ก้ามปูไปถ้วยละ ๔๐๐ บาท ก็เลยอิ่มไปตามๆกัน พอตกเย็นก็ไปต่อกันด้วยดินเนอร์ของคุณตันที่ Tokiya เป็นมื้ออาหารแบบมีราคาเดียว ๔๙๙ บาทต่อหัว ดีว่ามีกันมาหลายคนเลยได้กินมันเกือบทุกอย่างที่ที่ร้านมี

และที่เหมือนเดิมทุกปีอาหารที่อร่อยที่สุดและหากินที่ไหนไม่ได้คืออาหารที่บ้าน ทั้งของแม่ของอี๊ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะมีของเหล่าโกวด้วย เดี๋ยวนี้เหล่าโกวไม่อยู่แล้วเราก็เลยอดกิน ขนมกุยช่าย หอยจ๊อ ผัดหมี่เตี๊ยวกับไก่ต้ม JJ เองก็ไม่เบา วันนั้นแม่จะทำทะเลเผาให้กิน เราก็เลยให้ JJ ช่วยโขลกกระเทียมเอาไปทำน้ำจิ้ม เห็นท่าทางแล้วทะมัดทะแมงสมเป็นเขยแม่จริงๆ เห็นแบบนี้แล้ว รักตายเลย

JJ กับแม่ไปพักอยู่ที่บ้านได้ประมาณสี่ห้าวัน แล้วก็ย้ายมานอนที่หัวหิน หลังจากที่ไปสำรวจโรงแรมกับ JJ ไปสามสี่โรงแรม โรงแรมที่เข้าวินคือโซฟิเทล JJ จองไปสิบคืน แม่เจ้าได้ยินราคาแล้วเสียดายซะมัด แต่ก็อย่างว่าแหละบางทีถึงเวลาจ่ายก็ต้องจ่าย เงินเดี๋ยวมันก็กลับมา

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว JJ ก็เลยเปิดห้องโดยเปรียบเสมือนว่ามาฮันนีมูนหนึ่งคืน เราก็เลยได้มีโอกาสนอนโรงแรมราคาแสนแพง ถ้าให้นอนเองอย่างเราไม่มีทางจ่ายเด็ดขาด จะให้ดีแค่ไหนอยู่แค่หัวหิน กลับไปนอนที่บ้านดีกว่า แต่ก็ถือว่าเป็น quality time โดย JJ มีเซอร์ไพรส์ให้ด้วย

Sofitel Centala Grand ถือเป็นโรงแรมที่มีบริเวณกว้างขวางและสวยงาม เต็มไปด้วยไ่ม้ใหญ่และมีสวนที่สวย รวมทั้งมีอาคารมีสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า colonial style เห็นแล้วนึกถึงหนังย้อนยุค เช่น ปริศนา และ วนิดา แถมเมื่อก่อนพ่อกับแม่เราก็มาฉลองงานแต่งกันที่นี่ ตอนที่ยังเป็นโรงแรมรถไฟ สามสิบปีมาแล้วโรงแรมยังมีกลิ่นไอเหมือนเมื่อก่อน ยกเว้น ช้างในสวนตัวใหญ่ขึ้น และไม้ต้นเดิมก็สูงใหญ่ขึ้น

วันที่ ๑๒ ธันวาคม ไปฉลองวันเกิดแม่กันที่ MK สาขา Central World เรื่องที่กินเนี่ยไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ สำหรับแม่แล้วสิ่งที่ดีที่สุดคือการฉลองกับลูกๆและบรรดาว่าที่ลูกเขยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา สำหรับเราแล้วตอนที่อยู่กันครบๆเราก็คิดว่าให้พยายามทำ เพราะวันข้างหน้ามีแต่จะหายไปทีละคนสองคน พีชกับเหมียวเซอร์ไพรส์โดยการไปแอบซื้อเค้กมาให้แม่ด้วย แล้วก็ไปเตี๊ยมกับที่ร้าน ว่าพอกินเสร็จแล้วให้จุดเทียนและยกเค้กมาให้ โดยเหมียวเป็นต้นเสียง Happy Birthday ต้องขอบคุณ MK ที่ให้บริการเรื่องฉลองวันเกิดเป็นอย่างดี

มาทริปนี้แทบไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวกับ JJ เลย เวลาแทบทั้งหมดเราก็อยู่กับพ่อแม่น้องๆเรา คิดๆแล้วก็สงสาร JJ แต่ JJ ก็เป็นคนที่เข้าใจเราเป็นอย่างดี เขาบอกว่า ๓๖๕ วันเราอยู่กับครอบครัวเราแค่สามอาทิตย์ คิดถึงทีไรก็ประหลาดใจทุกที ประหลาดใจที่ได้เจอคนดีๆอย่างนี้ คนที่เป็นทุกอย่างที่เราตามหา

วันที่ ๑๘ ธันวาคม งานแต่งแพร์ ไปนั่งดูแพร์กับแบงค์ซ้อมเดินทีแรก พอเห็นน้องเดินเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงแล้วมีแบงค์ประคองเดินอยู่ข้างๆ เพื่อจะไปขึ้นเวที แล้วก็อดตื้นตันไม่ได้แอบน้ำตาคลอเบ้า ดีใจน้องจะเป็นฝั่งเป็นฝา จะมีคนมาดูแลและรักน้องเรา และทำให้แพร์มีความสุข เพราะแพร์เองก็รักแบงค์เหมือนกัน ระหว่างงานก็วุ่นเลยไม่ได้ดูรูปน้องเราที่ไปถ่ายพรีเวดดิ้งมาเลย วันนั้นเห็นแล้วก็มั่นใจว่าแพร์จะมีชีวิตรักที่มีความสุข ๙ ปีที่รักกันมาจนมาแต่งงานกันในวันนี้ ทีนี้ก็รอแต่ยายพีชเนี่ยแหละ

ในวันที่จะเดินทางกลับ ครอบครัวไหนก็ไ่ม่น่ารักเท่าครอบครัวนี้อีกแล้ว ทุกคนมาส่งกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนมาก็ไปทานข้าวด้วยกัน แล้วไปรวมพลกันที่คอนโดแบงค์ เป็นภาพความทรงจำที่อบอุ่น พ่อกับแม่ พีชกับเหมียว แพร์กับแบงค์ เรากับ JJ และแม่ของ JJ

ผ่านพ้นไปอีกปี เจอกันอีกทีปีหน้า

In Cities and Nature

In this route, we saw different landscape, did different kinds of activities in different locations from cities to nature and experienced different weather and people in tourism business.

Tuesday, May 31, 2011

Geneva – A Gate to Switzerland (12:30 am)

We flew with SAS from Arlanda airport in Stockholm. We planned to do absolutely nothing in Geneva. It was only a gate to Switzerland for us. We validated our swiss passes and got on a train directly to Lausanne.

Lausanne – An Olympic City (2:00 pm)

We had a Lausanne guide application on iPad. It suggested different walks in the city and around. Too bad, we only visited few main locations since it never stopped raining when we were there. The Cathedral is a must. Its age makes itself very interesting. Budget travelers should consider to stay at Lausanne GuestHouse and Backpacker. The place is near to Lausanne train station. It offers free wifi in a cosy lobby. On a sunny day you can have a beautiful view of Lake Geneva from the room. One of our rooms has a large balcony.

Wednesday, June 1, 2011

Berne – A City of Bear (1:00 pm)

It only takes 1h from Lausanne and 2h30m to Zermatt by train and it is a UNESCO World Heritage city. So why should we miss it? Today was very packed with activities. Walked in the old town of Lausanne in the morning and in the old town of Berne in the afternoon before catching a train to rest in Zermatt. I thought I could have enjoyed the city of Berne more if it hadn’t rained. Importantly, we saw bears.

Zermatt – Show Me Snow! (7:00 pm)

One hard requirement of the trip, it must have snow. It was the first time that my parents saw snow and walked in snow. It’s not only snow on the ground but also it was snowing when we’re at Trockener Steg. Can you imagine a place with snow and very warm sun? It was like that on Gornergrat. We had expensive dinner on the second day in Zermatt. It didn’t work so well for us when we’re willing to pay. We had to wait for our food for an hour because they seemed to mix up our orders. I think I should stay with being low profile when traveling.

Friday, June 3, 2011

St. Moritz – Just Came to Sleep (6:00 pm)

It’s a shame that we sat in a train for 8 hours just to sleep here. St.Morizt was not our focus in the trip. We’re here because it’s the last station where the Glacier Express train stopped. And we had to come here to see a view when the train was crossing a high, spiral bridge. In fact, we got much better views of the bridge when we left St.Moritz next morning with a normal train. It was very early on Saturday morning, not many passengers, it’s only us in the 1st class compartment. And we could lower windows. But we didn’t stay in our compartment but walked to the last bogie before the train was about to cross the bridge. Traveling cost was cheaper, the train was more exclusive, and I could take photos while on the Glacier Express train, windows had high reflection and couldn’t be opened. Only one good thing was the Glacier Express train went much slower.

Saturday, June 4, 2011

Lucerne – A City to Come Back (12:00 pm)

My sisters and I were here 4 years ago. We liked the city a lot and this time we wanted to come back with our parents. We had a very good time and were lucky with the weather. Talk about luck with weather (and stuff), it’s really how you look at them. For us what happened in the trip was, we were very lucky. When we went on the lake, water color was not emerald as we saw last time but we’re lucky that it’s not rain. When JJ and I were on Mt. Pilatus and walked to the Tomlishorn peak there was a sea of fog, my parents, sisters and Bank saw an ibex. When we went down with cables, it was lots of clouds, we couldn’t see the view below. Then, we had a unique experience, we dived into the cloud, after a while, we gradually see a view of the city and the clouds slowly disappears. It’s amazing. We also had time to try toboggan. No rains. Next morning it was sunny where we enjoyed the nine towers, the city and the wooden bridge.

Sunday, June 5, 2011

Lauterbrunnen – A Stay in Nature (2:00 pm)

For me when I planned the trip, this was when I got excited. Views in the village were incredibly beautiful. It had a large network of natural trails. And it might be possible for us to do river rafting. River rafting in Switzerland! I couldn’t wait. I rented two apartments, one with 2 bedrooms and a studio. It turned about to be a luxurious summer house of the owner’s family. We’re very happy with it. We met the owner at the train station, he drove from Berne to meet us. We used his house with care because the place is so beautiful. We had a fully-equipped and modern kitchen in the big apartment, we enjoyed using it a lot. Next day we walked half way to Mürren and then took a train. It’s a pity that dad couldn’t go with us because he had pain in his legs. But he’s the one who used the house the most and shot lots of videos that day. And today we had big dinner. I couldn’t stand to try the kitchen. Next day, dad fixed it, he went the same route we did yesterday. We were late to leave for Geneva but I didn’t care, I liked to be in Lauterbrunnen.

Tuesday, June 7, 2011

Geneva – An Exit from Switzerland (6:00 pm)

Geneva for me it’s only a gate to or an exit from Switzerland. It’s the third time for me to come here, yet I’ve never visited the city. I had lots of, lots of troubles with the hotel which we booked months in advanced. The troubles started since we checked in, again in late evening, again next morning, and even when we checked out. Only this one that we felt we’re so unlucky. When I chose to pay it brought me troubles. So, I decide I will only do budget traveling (ha ha). However, in the end, the GM of the hotel tried to fix what happened for us. We got reimbursement for two rooms out of four. It’s OK. So, no more Geneva for me as a private trip, only business trip. I could only be happy when we got on the plane.

When guys get a toy

A month or two before the wedding, my family was discussing about buying a camcorder. We did a bit of research on manufacturers, features and such. One day they said they were on the way to an electronic shop. Next time we talked, they said they already bought it. “Super fast”, I thought.

Later, mom asked whether they should get us the same camcorder as a wedding present. I thought it’s a good idea. I have a SLR camera and JJ likes to record videos so that I can do static pictures and he can do motion pictures. So perfect!, So, we got it.

The camcorders are really worth the money. Dad and JJ used them a lot on the trip and the wedding. From the day my family arrived until they left, every time we went out, JJ always carried the camera with him. Even when he went to office. I wondered what he needed it for.

We really like and enjoy our gift a lot. Big thanks to my family!

Here are some pics (from my camera) when guys get a toy.

Thailand 2010: Temples, Mountains and Flowers

I try to write about a trip with my family in the north of Thailand but it is difficult to decide where to begin and what I should focus. So, I decide to finish it in 30 mins and will publish what I have wrote. (Sound like a good idea to myself, get set, ready, go!!!)

We left BKK quite early. When I said early it’s really early. Since dad was excited and couldn’t sleep longer. So both dad and mom woke everyone up and we started the trip around 4 a.m. It’s good that we didn’t have to go around new year. This week it’s not many people and most of camping sites were almost empty. Yes, we were going to camping (some of the nights).

It was not late when we arrived in Pitsanulok. We stopped at Wat Phra Si Rattana Mahathat where locates the most beautiful Buddha portrait in Thailand. We tried to keep time short since our destination was to get to Chiang Rai. It was my request because I long to visit Wat Rong Khun. I learned that it’s not possible to mix a photo trip with a family trip because there won’t be much time for you to wait for good light and get to know the place before pressing a shutter. So, I decided to take the best that time and light permitted and focused on taking family photos instead. First day we had nice rooms and comfortable beds waiting since we slept in a hotel. Tomorrow was going to be different.

Today we headed to Doi Tung. The area was developed by King Bhumibol’s mother. Flowers were not at their best yet but we still had some pleasure and some good an lovely family photos. Dad tried to keep schedules. We left Doi Tung and continue to Doi Mae Salong where we would be sleeping tonight, in a tent. Doi Mae Salong is a tea growing area. Tea is an important exporting product of tribal people here.

After one night moving closer to the nature, we went back to the city, heading to Chiang Mai and visited a place where it used to hold International Horticulture Exposition for His Majesty the King. It’s not as many flowers as when it hold the expo but there were still lots of flowers especially large varieties of orchids. Consequence of the visit was it was holding a food fair which I enjoyed a lot. I didn’t need to travel around Thailand but in one place I tasted foods from all parts over Thailand. And I loved and missed Thai taste.

Our last stay was on one mountain, called Mae Jon Laung, on Doi Inthanon National Park’s area. It was a remote area with red dirt track. We thought it was the track that our dad had to get there. Only people with 4WD choose to come here but that wouldn’t change dad’s mind. And he made it.

It was a very good trip. We had a good time and lots of fun. And I had some good photos. And the 30 minutes has finished.

เที่ยวเมืองไทย ไม่ไป ไม่รู้

ธันวา ๕๓ กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด มีโอกาสได้ไปเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวก ดำเนินสะดวกจริง เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจากบ้าน แวะรับผู้ร่วมทางที่หัวหิน พอถึงดำเนินก็ลงเรือชมตลาด ไม่เคยมาเหมือนกันแต่เห็นรูปถ่ายเก่าๆ ก็คิดว่าบรรยากาศของตลาดคงต่างไปจากสมัยก่อน

เมื่อก่อนสมัยอยู่เมืองไทยก็ไม่ค่อยได้ไปไหนกลับใครเค้าเท่าไหร่ ตอนนี้มาอยู่นอกบ้านนอกเมือง คนที่เคยอยู่ด้วยกันที่เมืองไทยก็พากันชีพจรลงเท้า เห็นเขาไปโน่นไปนี่แล้วก็อยากไปบ้าง แถมเดี๋ยวนี้การท่องเที่ยวเป็นที่นิยมกว่าแต่ก่อน มีรายการโทรทัศน์ นิตยสารท่องเที่ยว ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตมากมาย เอาเป็นว่ามีที่ให้ไป มีกิจกรรมให้ทำไม่รู้เบื่อ

ว่าแล้วก็ออกจากบ้านกันตั้งแต่ตีห้าครึ่ง แวะไปรับ JJ กับแม่ที่โรงแรมตอนหกโมง เพื่อจะได้ไปถึงตลาดก่อนมันวาย ระหว่างทางแวะกินข้าวเช้ากันที่ปั้มน้ำมัน JJ กับแม่มีกล่องข้าวน้อยมาจากทางโรงแรม เพิ่มมารู้จาก JJ นี่แหละว่าพวกโรงแรมแพงๆจะมีบริการกล่องข้าวน้อยให้เวลาต้องออกไปไหนแต่เช้า

พอมาถึงตลาดก็ทำการหาเรือเพื่อท่องตลาด ลงรถปุ๊บมีลุงมาเสนอเรือทันที แต่เรือลุงแพงไปหน่อย เดินไปเรียกที่ท่าในตลาดนั่นแหละราคามาตรฐานกว่า แต่ก็ยังโดนโก่งเหมือนกัน เที่ยวเมืองไทยบางที่ต้องคอยต่อเพราะราคาไม่ค่อยมีมาตรฐาน รัฐน่าจะจัดการให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในคลองมีทั้งเรือพายเรือยนต์ นี่เป็นอีกเรื่องโดยส่วนตัวไม่ชอบเรือยนต์ เที่ยวตลาดก็ค่อยๆเที่ยว ไม่ต้องรีบร้อน ไม่เห็นต้องใช้เครื่องยนต์ สร้างมลภาวะทั้งเสียงทั้งกล่ินและทำลายบรรยากาศ ใช้แต่เรือพายแล้วทำให้เป็นจุดขายของเมืองไทยยังดีกว่า ทั้ง JJ ทั้งแม่ไม่มีใครชอบเรือยนต์สักคน พายเอาสิฝรั่งเห็นแล้วตื่นตาตื่นใจ

ระหว่างเที่ยวตลาดก็กินโน่นกินนี่ไปเรื่อย นี่แหละมีแต่ที่เมืองไทย ไปไหนมาไหนอาหารการกินครบครัน สำหรับคนอยากมาตลาดน้ำถือว่าสนุกดี แต่เสียอย่างในเมืองไทยลงว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแล้วละก็ สินค้าที่มีขายไม่ว่าที่ไหนก็ดูเหมือนๆกัน ทำให้ขาดเอกลักษณ์ ของที่ขายที่เชียงใหม่ที่ดำเนินก็มีหรือจะไปซื้อที่จตุจักรก็ได้

หลังจากออกจากตลาดก็ไปแวะบางช้าง จ.สมุทรสงคราม ไปดูเขาทำเครื่องเบญจรงค์ เขาสาธิตให้ดูกันฟรีๆ ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แวะเข้าไปแล้วก็เดินเข้าไปหลังบ้านเลย ก็เห็นเลยว่าเค้ากำลังนั่งลงลายกันอยู่ งานฝีมือจริงๆ ละเอียดมากๆ

เนื่องจากตามเส้นทางต้องผ่านเพชรบุรี ก็เลยแวะเขาวัง หรือชื่อทางราชการคือ พระนครคีรี เป็นที่ประทับที่สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ ๔ และรัชการที่ ๕ ก็มาประทับเช่นกัน คนไทยที่ไปด้วยกันไม่เคยมีใครเคยขึ้นเขาวังกันซักคน เพราะฝรั่งอยากขึ้นเราก็เลยพลอดฟ้าพลอยฝนได้ไปแวะกับเค้าด้วย

เดี๋ยวนี้จะขึ้นเขาวังไม่ต้องปีนป่ายให้เหนื่อยแล้วเพราะเค้ามี cable car ตั๋วขึ้นลงคนละ ๔๐ บาท ค่าเช้าชมพิพิธภัณฑ์สำหรับคนไทยเรียกว่าถูกมากจำไม่ได้ว่า ๓๐ บาทหรือเปล่า แต่ฝรั่งโดนไปคนละ ๑๕๐ บาท ข้างบนร่มรื่นน่าเดิน มีทั้งหมดสามเขา ไปกันได้แค่หนึ่งเขาเพราะสู้แดดไม่ไหวขนาดไปตอนเดือนธันวานะยังร้อนได้ใจ ถ้าอยู่กลางแดดเดือนเมษาไม่ต้องพูดถึง

ถือว่าวันนี้มาเที่ยวแล้วคุ้ม ถ้าไม่มาต้องเสียดายแน่ๆ เหมือนที่เค้าพูดกันว่า “เที่ยวเมืองไทย ไม่ไป ไม่รู้”