Archive | Opinions RSS for this section

Recover your posts

Thanks to the revision feature from WordPress, I got my post back. I don’t really know what happened to one of the posts from Åre. For some reasons, the intended version was replaced with a very draft version.

My feeling is the draft version was posted from one of my mobile devices before contents in the device got updated correctly. It could be a human error or a software error, I still have no idea.

Then, I searched for supports on WordPress (http://en.support.wordpress.com/contact/) with keywords, recover a post. I got results about revisions back. Post revisions is exactly what I looked for (http://en.support.wordpress.com/posts/post-revisions/#restoring-revisions).

Now, you might not know that each post you write, WordPress will store the last 25 revisions on its servers. A new revision is created when you click Save Draft or Update.

To be able to see those revisions, you click to edit the post you want its revisions, then you will see a list of revisions. If you don’t, then you have to activate the revision module on the Screen Options tab.

This feature has saved me today, I could rewrite the post but it’ll be different. So, thank you so much for this wonderful feature. It’s saved my day!

Advertisements

Trivial thoughts

I was on the way home from school. Then, they just happened …

I am walking on the street; lots of people pass me. The city is a bit busy with people who head to lunch and maybe meetings in other places, cars that wait for a green light and some that are running.

I have a headset on and am listening to classical music on P2. A classmate smiles to me and we start a small talk. And I think …

I’m not a stranger to people in my city anymore. I can talk and understand their language. But I will always be a stranger to this city because I enjoy and appreciate it much more than people who get used to it. I see people who feel alive because it has some sun and mild wind today. It is just one typical, fine day in spring but people look so much different. I won’t see this in Thailand and I like to see it in us here. Also, the city looks so beautiful and life in the city looks so alive to me.

Then I think about a job interview. I wonder if I should set an expectation. It’s difficult to have a balance. I want this job so much but I don’t want to think about it so much because I’m afraid to fail. I decide I will give my best, now I’m getting closer. If I get it in the end, I will declare my victory. If I fail, then I have come so close to it. But I will be absolutely dum if I only focus on this job and totally ignore other opportunities which in fact they are available to me at the moment.

Then I think about a verbal test. I and my classmate debate on a subject if we believe in a lifelong relationship. One believes and another has to be the opposite. It was interesting because I thought I were one but during the debate I formulate several arguments that were opposite of who I thought I were. It is interesting because it makes me think that it is so easy to have an illusion of oneself. You think you are someone (or you like to believe it) but in fact you are not. Sometimes it is not easy or clear to see who are the real you.

Then I see a guy who is probably in his 80. Some of his belongings lay on the floor. I didn’t see what happen before but anyway he got help from a young woman who walked towards his position and from a middle-aged man. I think about myself … If I was in his age would I be thankful and happy that people were so kind and helpful or would I be sad about the change that I was not as young as before and got so weak and awkward?

ความเชื่อในชีวิตหลังความตาย

เช้านี้ตื่นขึ้นมาสวดมนต์ให้เหล่าโกวเพราะไม่ได้ไปเชงเม้งกับที่บ้าน ตั้งแต่เหล่าโกวเสียก็ไม่เคยได้ไปไหว้ที่สุสานเลยเพราะเขาห้ามให้ไปทำอะไรที่สุสานถ้่าผ่านเชงเม้งไปแล้ว เรื่องการสวดมนต์ก็ไม่มีใครบอกหรอกแต่คิดเอาเองว่าดี อย่างน้อยก็ดีกับตัวผู้สวด สวดแล้วได้บุญแล้วก็ยกผลบุญนั้นให้คนอื่นไป ปกติแม่ก็ทำแบบเดียวกัน คงได้ไอเดียมาจากแม่นั่นแหละ เมื่อเช้าเลือกสวดชินบัญชรเพราะคิดว่าดีแล้วเหล่าโกวก็เป็นคนนับถือหลวงปู่โต แต่พออ่านคำแปลก็เข้าใจว่าเป็นบทสวดที่ได้กับตัวผู้สวด ก็สมมุติเอาว่าสามารถสวดให้ผู้อื่นได้

พอสวดเสร็จก็อธิษฐานถึงเหล่าโกว แต่ก็ไม่วายจะสงสัย เพราะก็สงสัยในตัวเองว่าเราเชื่อในอะไรกันแน่ เชื่อในชีวิตหลังความตาย เชื่อว่าตายแล้วจะไปจุติในภพใหม่ ทุกวันนี้บางทีก็พูดถึงเหล่าโกว บางทีก็คุยกับเขาด้วยซ้ำเพราะความเชื่อจีนคือบรรพบุรุษจะอยู่คุ้มครองลูกหลาน ก็แปลว่าเขาไม่ได้ไปไหนแค่คอยดูอยู่ไกลๆ ก็แปลว่าถ้าส่งข้อความไปเขาก็ต้องรับรู้ แม้แต่ฝรั่งยังมีคำพูดว่า I’m watching over you แล้วมองลงมาจากดาวดวงใดดวงหนึ่ง

แต่เคยอ่านหนังสือที่ฝรั่งเขียนอยู่หนึ่งเล่ม เขาว่าพอมาเกิดใหม่ก็จะจำเรื่องราวในอดีตชาติไม่ได้ ก็เลยสงสัยว่าถ้าเหล่าโกวกลับมาเกิดในโลกมนุษย์แล้วก็คงจำเราไม่ได้ เราก็ไม่รู้หรอกว่าคนนี้คือเหล่าโกวในชาติก่อน ก็แปลว่าเหล่าโกวไม่ได้อยู่คุ้มครองหลานสิ แล้วผลบุญที่ส่งให้เหล่าโกวจะถึงมั้ย แล้วทุกปีที่ลูกหลานไปไหว้กันที่สุสานก็ไปไหว้แต่สิ่งก่อสร้างที่ลูกหลานทำไว้เป็นตัวแทนสิ

เรื่องแบบนี้ไม่มีใครรู้แน่ ก็แค่สงสัยว่ามันเป็นยังไงเพราะถ้ารู้กระบวนการจะได้อธิษฐานถูก เหมือนกับเข้าใจ ISO layer จะได้เข้ารหัสให้ถูก ระบุต้นทางปลายทาง ไม่งั้นเดี๋ยว reroute ไม่ถูก แล้วจะไม่ถึงผู้รับ แล้วเหล่าโกวก็ไม่เห็นเคยมาบอกว่าได้รับหรือไม่ได้รับ ก็เลยคิดเอาว่าคงได้รับและมีความสุขดี

มีอีกเรื่องที่สงสัย ปกติพอคนตายก็จะบอกว่าให้ไปสู่สุขคติไม่ต้องห่วงคนข้างหลัง แต่มันก็ขัดอยู่ตรงที่ว่าพอมีเรื่องเดือดร้อนก็จะไปรบกวนบรรพบุรุษ แล้วเหล่าโกวก็ชอบเป็นห่วงหลานอยู่ เวลาคนเดือดร้อนเหล่าโกวก็เดือดร้อน เอาไปนอนคิดนอนไม่หลับ ก็เลยสงสัยว่าเวลามีเรื่องเดือดร้อนแล้วก็ไปอธิษฐานขอพรให้บรรพบุรุษช่วย แบบนี้ถือว่าเป็นการไปรบกวน ก่อกวนหรือเปล่า ก็บอกเขาว่าให่ไปสู่สุขคติไม่ต้องเป็นห่วง

เรื่องก็มีแค่นี้ล่ะ สุดท้ายก็ทำตามที่ตัวเองเชื่อและสบายใจที่จะทำและได้ทำ อย่างหนึ่งที่พอจะอธิบายได้คือทุกอย่างที่สมมุติขึ้นเป็นการทำที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อยู่ เพื่อความสบายใจแก่ผู้อยู่

ป.ล. คิดถึงเหล่าโกว ไม่ว่าจะไปอยู่ในภพไหนก็ขอให้เหล่าโกวมีแต่ความสุข มีชีวิตที่ดีกว่าและสบายกว่าในภพนี้ มีความสุขมากกว่าในภพนี้ ส่วนหลานๆในภพนี้มีชีวิตที่ยังต้องรับผิดชอบและทุกคนก็รับมือกับมันได้ดี

Nu börjar det igen

I Metro finns en bild av Greklands förtvivlan på första sidan i dag (16 feb). Bilden säger allt, den påminner mig om den ekonomiska krisen Tom Yum Goong i Thailand för nästan 15 år sedan. Thailand var vid centralpunkten av krisen, man sa att den började i Thailand. Landet gick inte i konkurs men många affärer fick stänga och många stora byggnadsprojekt stannade för pengarna var slut. Plötslig fanns det så många Mercedez Benz i secondhandmarknad som aldrig hänt förut.

Under den tiden hade vi flera allvarliga problem som vi såg på tv och läste om i tidningar. Vi pratade om dem hela tiden och självmordssiffror ökade. Jag hörde nyheter av affärsägare som tog sina liv, det var väldigt hemskt. Särskilt när personen hade en familj. Självmordet är bara en början av problem för andra.

När jag har sett bilden och läst texten idag, tänker jag det är just början och vi kommer antagligen få höra mer om den. Jag undrar hur det känns att vara vid punkten var man kommer att tänka ta sitt liv. Jag undrar hur en person kan gå längs ned till en plats var världen blir helt mörk och när det sista hoppet har försvunnit, det måste vara väldigt hemskt.

Under krisen är det viktigt att inte förlora hopp. Många tänker de har förlorat allt, men det stämmer inte. Man har sitt liv kvar och måste inte lämna sitt liv. Livet är början av alla grejer i världen, man kan inte vara hopplös.

Under krisen i Thailand diskuterade man mycket också om att förändra kriser till chanser. Många anställda blev arbetslösa och kunde inte betala av sina lån. Många affärsägare förlorade sina företag ändå överlevde de flesta och räddade sina affärer. En var i finansindustri och var skadad från krisen men han reste sig igen och började sälja mackor. Bankerna tog hans bilar, villa och jobb men han hade sitt liv och hopp kvar. Nu kör han en framgångsrik smörgåsaffär istället.

Krisen kan skada ditt liv men den tar inte ditt liv, såvitt du är levande kan du börja igen. Självmord är en självisk utväg för personen som tar sitt liv kommer att lämna sina älskade bakom.

เกิดเป็นคนจงอย่าเกียจคร้าน

ช่วงนี้มีประโยคติดปากว่า “เกิดเป็นคนจงอย่าได้เกียจคร้าน” เป็นประโยคที่พูดเตือนสติตัวเอง เวลาเริ่มขี้เกียจ เริ่มเบื่อหน่าย หรือเกี่ยงที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกคนเกิดมาล้วนมีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องทำ ต้องทำให้ดี ต้องมีความรับผิดชอบ

คนหนึ่งคนใช่สักแต่ว่าเกิดมา จริงอยู่ที่อาจจะตอบไม่ได้ว่าตอนเกิดนั้นเราเป็นผู้เลือกมาเกิดหรือไม่ แต่ในเมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนก็มีชีิวิตตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ คนหนึ่งคนต้องใช้ชีวิตหนึ่งชีวิตที่มีอยู่ ใช้ชีวิตในที่นี้หมายถึง ต้องทำโน่นทำนี่ ต้องหาประสบการณ์ชีวิต ต้องดูแลชีวิตตัวเองให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ให้มีความสุข ให้มีความหมาย อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปวันๆ โดยไม่รู้ว่าอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตบ้าง อย่างนั้นเรียกว่า ดำรงชีวิตด้วยความประมาท

ชีวิตเราขึ้นอยู่กับเราจะบันดาลให้เป็นไป นึกถึงอีกประโยคที่ชอบมาก เป็นชื่อละครที่ดูสมัยตอนเป็นเด็ก “สุดแต่ใจจะไขว่คว้า” สองประโยคนี้นำมาใช้ร่วมกันได้ดี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ กำลังใจ และแรงผลักดันให้คนๆหนึ่งไปถึงยังจุดหมายที่คนๆนั้นตั้งไว้ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นล้วน “สุดแต่ใจจะไขว่คว้า” ไม่สำคัญว่าการตามหาฝันจะใช้เวลาหนึ่งปีหรือสิบปี ที่สำคัญคือต้องมีความฝันและออกเดินทางตามหาฝันนั้น

หลายคนคิดว่าส่ิงที่สำคัญคือการที่ฝันกลายเป็นจริง จริงๆแล้วไม่ใช่ ฝันที่กลายเป็นจริงเป็นเพียงรางวัลของคนที่ออกเดินทางตามหาฝัน แต่ของที่มีค่าที่สุดคือประสบการณ์ระหว่างการตามหาความฝัน รางวัลที่ได้จะเล็กหรือใหญ่ขึ้นกับความยากลำบาก ระยะเวลา และหนทาง ในยามที่ตามหาฝัน

บางครั้งระหว่างตามหาฝัน คนเราอาจท้อแท้ อาจขี้เกียจบ้าง แต่ทั้งหมดเป็นแค่ความคิดในหัวของเราเอง ในเมื่อเป็นคนจงอย่าเกียจคร้าน เพียงผลักตัวเองสักนิดให้เริ่มลงมือทำแล้วทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น ความขี้เกียจที่มีอยู่ในความคิดก็จะค่อยๆหายไป เมื่อเริ่มลงมือทำแล้ว อย่าได้วอกแวก ต้องสร้างความสมำ่เสมอในการทำ ตั้งใจมั่นอยู่ในการกระทำนั้น ทำไปเรื่อยๆอย่างสมำ่เสมอจนกระทั่งงานนั้นสำเร็จ เมื่องานเสร็จแล้วพอมองย้อนกลับมาจะเห็นว่าทั้งหมดเกิดขึ้นได้และสำเร็จได้เพียงแค่ลงมือทำ (Just Do It!)

ชีวิตอยู่ที่เราจะบันดาลให้เป็นไป สุดแต่ใจจะไขว่คว้า Just Do It และทำด้วยความสมำ่เสมอ อย่าได้เกียจคร้าน

2011 in review

I really like an annual report from WordPress.com. I find it the most valuable, informative, useful and helpful to any bloggers who would like to improve their blogs. And, I’m using WordPress for free.

I was considering several times to upgrade my account to Pro since WordPress.com added a button, Upgrade To Pro, to the top bar. I think it works quite well when that button is visible. It shows itself every time I write a blog.

The annual report service has added yet one more score to my consideration. ASAP I do a serious business on my blog, I will definitely consider to pay for the Pro service on WordPress.com and would recommend WordPress.com to any serious bloggers.

 — A happy user

 

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2011 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

A San Francisco cable car holds 60 people. This blog was viewed about 2,600 times in 2011. If it were a cable car, it would take about 43 trips to carry that many people.

Click here to see the complete report.

Digital dagbok fungerar inte

Jag jobbar med IT, använder IT att skapa flera applikationer men jag känner obekväm att göra allting digitalt. IT är bra men man kan inte använda den med allting. Det just passar inte. Det är vad jag ska säger.

Skriver du en dagbok? Det gör jag. När blogg blev populär, var det innan Facebook, Twitter, Flickr och sådana. Jag fick mig flera bloggplatser och skrev olika ämnen. Jag tänkte att byta att skriva på papper till att skriva på Internet. Men det är aldrig samma sak.

Det finns saker som jag inte gärna låter en och var av oss läser dem. Om jag skriver på min dagbok, vet jag var dagboken ligger på och bara jag kan läsa dem. På så sätt känner jag mina hemligheter är trygga och det finns bara en kopia.

På Internet ligger alla mina hemligheter där och väntar de på någon kommer att hacka och läsa dem. Räkna inte hur många kopia kan vara eftersom. Det menar inte att någon kommer att hacka och veta mina hemligheter men jag känner tryggare med ett traditionellt sätt att göra saker.

Bloggplatser är bra för att skriva texter som man vill dela dem med andra men de fungerar inte som dagböcker som är fulla av hemligheter.