อับดุลใน corridor ตอนที่ 1

กำลังหาเรื่องเพื่อจะเขียนลง blog วันนี้อยู่พอดีเลย ไอ้ไอเดียที่ได้เมื่อเช้ามันต้องใช้เวลานั่งแต่งแล้วก็หาข้อมูลเพิ่มด้วย เลยยังไม่ได้เขียน แต่เมื่อกลางวันออกไปกินข้าวได้เรื่องมาเขียนแล้ว อ้อต้องเล่าย้อนกลับไปก่อนว่า ตอนนี้มีพี่คนไทยมาอยู่ corridor เดียวกันล่ะ เวลากินข้าวก็เลยมีเพื่อน บางวันก็ไปทำกับข้าวด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไปกินของพี่เค้ามากกว่า (โชคดีจริงๆ) ต้องเกริ่นกลับไปอีกว่า คือก่อนหน้านี้อ่ะ ไอ้ corridor นี้นะมันมีเรื่องมากมาย มีคนประหลาดก็มาก แล้วก็มีพวกนิสัยไม่ดี ต้องบอกว่าไม่ค่อยสะอาดน่าจะเหมาะกว่า แต่เค้าย้ายออกไปแล้ว งั้นก็อย่าไปขุดเลย แต่มีคนนึงเจอตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ ตอนนี้ในบรรดาแวดวงนักเรียนไทยที่คบๆกันอยู่ ก็รู้จักชื่อเสียงตาคนนี้เป็นอย่างดี เป็น celebrity ในหมู่นักเรียนไทยที่เรารู้จักไปเลยนะเนี่ย
 
เรื่องมันมีอยู่ว่า อีตาคนนี้น่ะอยู่ corridor นี้มาห้าปีแล้ว แล้วก็ทำตัวเป็นผู้สื่อข่าวประจำ corridor หรืออีกนามว่าเป็นอับดุลของ corridor ถามอะไร ใครไป ใครมาใน corridor อับดุลจะตอบได้ (แต่อย่าฟังอับดุลมาก เพราะโลกของอับดุลมีขนาดเท่ากับโลกของกบ) อยู่มาวันหนึ่งก่อนหน้าร้อนปีนี้ อับดุลก็เห็นเรากำลังทำกับข้าว อับดุลเป็นคนช่างพูดช่างจา (แต่ไม่สามารถใช้คำว่า มนุษยสัมพันธ์ดี ในการให้คำจำกัดความกับอับดุลได้) อับดุลยังเป็นคนช่างสงสัย อยากรู้อยากเห็น อับดุลเลยเอ่ยปากถามว่า วันนี้ทำอะไรกิน ดูน่ากินหนิเหมือนที่เค้าขายในภัตตาคารจีนเลย ฟังประโยคแรก ตานี่พูดจาเข้าหูดีนะเนี่ย (ขอท้าวความอีกหน่อย คือวันนั้นอยากกิน ไข่ น้ำปลา และ ข้าว อะไรก็ได้ให้มีสามอย่างนี้อยู่ เลยออกไปทำข้าวผัดไข่) ประโยคถัดมาอับดุลเอ่ยว่า แล้วไม่ใส่เนื้ออะไรเลยเหรอ ใส่แค่นั้นเหรอ เหมือนเมนูที่ถูกที่สุดในภัตตาคารที่คนดำชอบไปสั่งกินเลย (ย้ำว่า ไม่ได้แต่งเติมเสริมแต่งคำพูดของอับดุลแต่อย่างใด แค่แปลมาตรงๆ เลย) เท่านั้นแหละ อีตานี่อยากเปลี่ยนสัญชาติเป็นปลาหมอซะแล้ว ก็เลยยิงกลับทันทีค่ะ แต่ด้วยความเป็นกุลสตรีไทย เลยต้องกล่าวกลับแบบผู้ดีว่า "การทำกับข้าวเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ การทำข้าวผัดก็ทำได้หลายแบบ แล้วอยากจะกินอะไรก็ใส่ลงไป (คิดในใจ ตูจะกินข้าวผัดไข่มัน…ส่วนไหนของ…เนี่ย)" เรื่องนี้ผ่านมาสองสามเดือนแล้วมั้ง แต่ยัง repeat ได้อารมณ์ทุกเม็ดทุกที
 
ยังๆ เรื่องอับดุลยังไม่จบค่ะ อับดุลเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ วันหนึ่งเข้าไปทำครัว (ฉากคล้ายๆ เดิมเลย) เจออับดุลกำลังทำครัวอยู่ เราก็เปิดตู้เย็นฝั่งห้องเราออกมา (ต้องเล่าว่า ในครัวมีตู้เย็นสองตู้อยู่คนละฝั่งของครัว แต่ละตู้จะแชร์กันห้าห้องเพราะมันเป็นครัวรวม) อับดุลผู้ช่างสังเกตก็เห็นความแตกต่างทันทีว่า ตู้เย็นฝั่งเรามันช่างดูแน่นเต็มไปด้วยอาหาร ในขณะที่ตู้เย็นฝั่งอับดุลดูโล่งโจ้งเหมือนผู้คนไม่นิยมสะสมทรัพย์สมบัติ ทันใดนั้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ของอับดุลก็ทำงาน อับดุลบอกว่า มันมี competition ของผู้คนที่ใช้ตู้เย็นในฝั่งเรา พอคนนึงเริ่มสะสมอาหารคนอื่นที่ใช้ตู้เย็นเดียวกันก็จะเริ่มสะสมอาหารตามเพื่อไม่ให้น้อยหน้า (เราก็เริ่มคิดในใจว่า เค้าสร้างสรรค์หรือเราไร้สมองกันแน่วะ ก็แค่คนเค้าไม่มีเวลาไปซื้อของกันบ่อยๆ มันก็ต้องซื้อของมาตุนไว้ก็เท่านั้นเอง (ต้องบอกอีกว่าคืออับดุลเนี่ยจะจ่ายตลาดแค่อาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้งไม่เกินและเป็นคนที่ทำกับข้าวทานแทบทุกมื้อและเป็นคนที่ทานแค่นิดหน่อย ทั้งหมดตามคำบอกเล่าของอับดุลเอง) เหตุผลง่ายๆ ไม่มีอะไรยุ่งยาก) เพื่อไม่ให้น้อยหน้าก็เลยอยากบริหารต่อมความคิดสร้างสรรค์บ้างก็เลยชี้ทางสว่างให้อับดุลว่า มันไม่ใช่ competition ในหมู่นักเรียนที่แชร์ตู้เย็นแต่อย่างใด ก็แค่นักเรียนฝั่งนี้มีเงินมากกว่านักเรียนอีกฝั่ง ก็เห็นๆอยู่ว่าไอ้ตู้นั้นมันไม่มีอะไรจะกินกัน ส่วนฝั่งนี้คือฝั่งคนมีอันจะกิน จบข่าว
 
ท้าวความโค ตะ ระไกลเลย นี่ยังไม่เข้าเรื่องที่ไปเจอมาเที่ยงนี้เลย ไว้อ่านต่อภาคสองละกันนะ
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: